logo Proequo animali, cavallo, equitazione, diritti, diritti degli animali, trasporti, salto ostacoli, completo, dressage, corse, bioetica, ILPH, lega internazionale per la protezione dei cavalli, news, ippodromi, ippodromo, cavalli animali, cavallo, equitazione, diritti, diritti degli animali, trasporti, salto ostacoli, completo, dressage, corse, bioetica, ILPH, lega internazionale per la protezione dei cavalli, news, ippodromi, ippodromo, cavalli
Proequo ILPH: lega internazionale per la protezione dei cavalli
home chi siamo news contattaci collabora

บทความ


ปอนปอนเล่าว่า...
นิทานเรื่องสั้นสำหรับเด็กๆ และ...เด็กโต

โดย คาร์โล เฟลเลซ
ชื่อเรื่องเดิม: PON PON racconta
               Una storia per bambini e non…
                               di
                         Carlo Faillace

ถ้อยคำและภาพวาด   โดย คาร์โล เฟลเลซ
แปลอังกฤษ          โดย คาร์โล เฟลเลซ
แปลไทย             โดย รอนนี่ แม็คเคร
ลิขสิทธิ์ถูกต้อง: คาร์โล เฟลเลซ 2004, 2008 สงวนลิขสิทธิ์


สวัสดีเด็กๆ


ฉันชื่อ ปอนปอน และฉันเป็นม้าตัวน้อย หรือที่มนุษย์เรียกว่าลูกม้านั่นแหละ ขนและผิวของฉันสีทอง และแผงขนบนขอของฉันก็เป็นสีบลอนด์เหมือนกับหางที่โค้งและยาวของฉัน ฉันเกิดในช่วงฤดูใบไม้ผลิในที่ๆ สวยงาม ที่ฉันไม่เคยลืมเลย ฉันอยู่กับแม่ในพื้นที่กว้างที่มีภูเขาและทุ่งหญ้าสีเขียว ลูกม้าตัวเมียอื่นๆ ก็อยู่กับลูกๆ ของพวกเธอ เช่นกัน ที่เป็นลูกม้าเหมือน กับฉันนั่นแหละ ฉันมีคู่หู และเรา ชอบเตร็ดเตร่ไปใน ทุ่งหญ้า ในขณะที่แม่ของ เราก็กินหญ้าไปโดยที่ไม่ ละสายตาจากพวกเราเลย พวกเธอต้องกินหญ้าจำนวนมากเพื่อผลิตนม เพราะพวกเราเอาแต่ดูดนมตลอดเวลา เมื่อพวกเราเหนื่อย เราก็จะนอนบนผืนหญ้าเพื่อสัมผัสถึงความอบอุ่นของ แสงแดดในช่วงพฤษภาคม

 

ชีวิตมันช่างงดงามอะไรเช่นนี้ เราโตขึ้นอย่างอิสระและมีความสุข เราไม่ต้องไปโรงเรียนเหมือนเธอ เธอก็เห็น เราเป็นสัตว์ที่เรียบง่าย และเราเพียงแค่ต้องเรียนกฎพื้นฐานไม่กี่ข้อเพื่อเอาตัวรอด กฎข้อแรกก็คือว่าเราต้องตื่นตัว อยู่ตลอดเวลา เพื่อวิ่งหนีทุกเสียงที่น่าสงสัย และเราต้องพร้อมวิ่งหนีตลอดเวลา เป็นเวลากว่าหลายพันปีมาแล้ว ที่เราถูกล่าโดยพวกสัตว์นักล่าท่ามกลางหมู่มนุษย์ และในการเอาตัวรอดของเราก็ขึ้นอยู่กับความเร็วในการวิ่งหนี ซึ่งในช่วงเวลานั้น ใครก็ตามที่อ้อยอิ่ง ไม่ตกใจอย่างรวดเร็ว และวิ่งไม่เร็วก็อาจจบชีวิตลงด้วยการเป็นมื้ออาหารที่ แสนอร่อยของใครบางคน ดังนั้น กฎข้อนี้จึงสำคัญมากสำหรับพวกเรา ถ้าเราไม่ทำตามมาเป็นเวลานานขนาดนี้ เราก็อาจจะสูญพันธุ์ไปตั้งแต่ช่วงก่อนประวัติศาสตร์แล้ว มาถึงวันนี้ เราก็เรียนรู้จากกฎนั้นทันที เพราะมันกลายเป็น สัญชาตญาณหนึ่งของพวกเรา ส่วนกฎอื่นก็คือว่าการแยกประเภทของหญ้าต่างชนิดเพื่อบอกว่า หญ้าชนิดไหนดี หญ้าชนิดไหนที่ไม่ดีกับพวกเรา เราเรียนรู้กฎข้อนี้มาจากแม่ของเราบางส่วน อีกบางส่วนจากประสบการณ์ของ พวกเราและความโชคร้าย และอีกบางส่วนจากสัญชาตญาณที่มาจากที่ไกลโพ้น สิ่งเดียวที่พวกเราห่วงก็คือ การใช้ชีวิตในแต่ละวันตามหญ้า นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเราถึงต้องการพื้นที่ที่กว้างใหญ่

ในวันที่สุขเหล่านั้น เราไม่เคยรู้ว่าเราเองก็มีชื่อ เพราะธรรมเนียมการตั้งชื่อเป็นสิ่งที่มีเฉพาะกับมนุษย์เท่านั้น ฉันรู้จักเสียงร้องของแม่ของฉัน และฉันสามารถจำมันได้ท่ามกลางเสียงร้องของม้าตัวอื่นๆ เพราะสำหรับฉันแล้ว มันเป็นเอกลักษณ์ที่สุดในโลกนี้แล้ว เหมือนกับที่แม่จำเสียงร้องของฉันได้ เพราะเป็นเอกลักษณ์สำหรับเธอบนโลกนี้ เช่นกัน

เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับผู้คน เราเคยเห็นพวกเขาจากที่ไกลๆ ในบางครั้งเท่านั้น เพราะการแสดงตัวของ พวกเขาทำให้แม่ของพวกเราไม่สบายใจและกับพวกเราเช่นกัน ลมพัดพาเอากลิ่นของพวกเขา มันเป็นกลิ่นเหม็น สำหรับพวกเราและเราก็ต่างไม่ชอบกลิ่นนั้น เราเคยคิดมาก่อนว่าสัตว์แปลกหน้าชนิดนั้นจะมาจบชีวิตที่ไม่ต้อง กังวลถึงเรื่องใดๆ ของพวกเรา

วันหนึ่ง มีคนหลายคนมาที่นี่ พวกเขามุ่งหน้าข้ามทุ่งหญ้ามาจากทุกทิศทางและเคลื่อนที่ตรงมาที่เรา พร้อมกับถืออะไรบางอย่างที่ดูยาวๆ ที่พวกเขาโบกไปมาแล้วทำให้เกิดเสียงดังแหลมและน่ากลัวมากสำหรับพวกเรา ฉันยังไม่รู้ว่าวัตถุที่ว่านั้นเรียกว่า “แส้” พวกเราเริ่มวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนก พวกเราแต่ละคนต่างมองหาแม่ของ พวกเราและแม่แต่ละตัวต่างเรียกหาลูกของ พวกเธอ พวกมนุษย์มาจากทุกที่ และพวกเขา ทำเสียงดังด้วยแส้เหล่านั้นและจากเสียงตะโกนของพวกเขาเอง เกิดความสับสนขึ้นและพวกเรา ต่างวิ่งหนีไปทุกทิศทาง อากาศเต็มไปด้วยฝุ่น และเสียงต่างๆ ฉันวิ่งไปหาแม่ของฉัน แต่กลับเจอกับผู้ชายคนหนึ่งกลางทาง และฉันได้ยินเสียงแสดงความไม่พอใจ และรู้สึกเจ็บปวดบนไหล่ของฉัน ฉันวิ่งหนีหนีไปกับคู่หูที่ฉันรู้จักที่กำลังผู้คนเหล่านั้นไล่ตาม คนเหล่านั้นไล่พวกเรา ไกลออกไปเรื่อยๆ จนพวกเราอยู่ไกลจากแม่ของเรา จนกระทั่งเรารู้สึกตัวอีกที เราก็อยู่ใกล้กับคอกม้า เรารู้สึกกลัว และแออัดด้วยกัน

มีผู้ชาย 2 คนเดินมาที่เรา พวกเขามัดฉันด้วยเชือก ฉันพยายามดิ้นให้เชือกหลุด แต่ฉันรู้สึกเหมือนฉันหายใจ ไม่ออก พวกเขาจับหูของฉันแล้วก็บิดหูจนความเจ็บปวดนั้นทำให้ฉันต้องอยู่นิ่งๆ แล้วพวกเขาก็ผลักฉันลงบนพื้น และชายอีกคนหนึ่งก็มาพร้อมกับอะไรบางอย่างที่ร้อนๆ ซึ่งเขาก็กดมันลงที่คอของฉันเพื่อทำให้ผิวหนังฉันไหม้เป็นรอย และตอนนี้ฉันถูกประทับตราแล้ว

                ทันทีที่คนพวกนั้นปล่อยฉัน ฉันก็ไปช่วยคู่หูของฉันที่กำลังเจ็บปวดกันอยู่ทีละคน เพราะพวกเราต่างต้องทน กับความทรมานเหมือนๆ กัน

                และท้ายสุดมันก็จบลง พวกคนเหล่านั้นจากไปและเวลาค่ำคืนก็มาถึง พวกเราถูกขังอยู่ในคอกม้า เราต่างรู้สึกเสียใจและกลัวใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวที่เหมือนจะอยู่ใกล้และเย็นยะเยือก ในบางครั้งนั้น พวกเราบางตัวเรียกหาแม่ เสียงร้องของเขาหายไปในความมืดและถูกความเงียบสงบกลืนหายไป ในเวลาเพียงแค่ วันเดียวเท่านั้นที่เราได้รู้ถึงความรุนแรงของมนุษย์และเราก็ต่างเสียของเราและอิสรภาพของเรา

ฉันไม่รู้ว่าเราจะอยู่ในคอกนี้ได้ถึงกี่วัน เพราะช่วงเวลามันช่างมีแต่ความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวด และประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกอับอายที่ฉันพยายามซ่อนมันไว้ในหมอกแห่งความลืมเลือนในความทรงจำของฉัน อย่างไรก็ตาม ฉันจำได้ว่า วันหนึ่งฉันถูกจับและถูกพาเข้าไปใน กรงขังรูปทรงเหมือนวงกลม คนพวกนั้นดันเหล็กที่มีห่วง 2 ชิ้น ตรงปลายใส่ปากฉัน ซึ่งมันก็มาอยู่ตรงมุมปากของฉัน และรัดกับ สายหนังที่ผ่านลำคอและหลังหูของฉัน พวกเขาดึงมันจนกระทั่งมัน ไม่หลุดออกมา ม้าอย่างพวกเรามีฟัน 2 แถว แถวแรกอยู่ข้างหน้าของปากและอีกแถวอยู่ข้างหลัง โดยระหว่างฟันสอง แถวนั้นจะมีช่องว่างอยู่ ซึ่งกลายเป็นที่อยู่ ของชิ้นเหล็กที่เรียกว่า “กระบอกเสียง” ที่อยู่ตรงเหงือกและลิ้น มันทำให้ฉันเจ็บมาก คนพวกนั้นใช้เชือกมันฉันตรงห่วงข้างหนึ่ง ที่อยู่ที่ปากของฉัน ผู้ชายคนหนึ่งจับเชือกไว้ด้วยมือ ข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งถือแส้ยาวเพื่อให้ฉันวิ่งรอบเป็นวงกลม ฉันเคยพยายามสู้ขัดขืน แต่มันก็เปล่าประโยชน์ ยิ่งฉันขัดขืน และพยายามดึงให้เป็นอิสระมากเท่าไร ฉันก็จะเจ็บจากเหล็กที่ อยู่ที่ปากของฉันมาขึ้นเท่านั้น ฉันพยายามทำความเข้าใจว่าคนพวกนี้ต้องการอะไรจากฉัน และฉันพยายามอย่างมาก ให้พวกเขารู้สึกพอใจ เพื่อให้ความทรมานนั้นน้อยลงไป จากนั้นพวกเขาก็เอาอะไรบางอย่างมาวางบนหลังของฉัน พวกเขามัดมัน ด้วยสายรัดที่แน่นมากลอดใต้ท้องของฉัน ฉันพยายามเอามันออกไป แต่ก็ไม่สำเร็จซักทีจนฉันต้องยอมแพ้มัน และสุดท้ายฉันก็ต้องแบกอานม้าที่ว่านั้น จากนั้น ชายคนหนึ่งโชคดีที่เขาตัวเล็กกว่าคนอื่นๆ ก็ขึ้นมานั่งบนอานของฉัน พวกเขามัดสายหนังสองเส้นเข้ากับวงแหวนตรงปากของฉัน ส่วนผู้ชายที่นั่งบนหลังฉันก็ถือสายหนังไว้และใช้มัน เขาบอกความต้องการของเขาผ่านทางแท่งเหล็ก ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกเจ็บพอสมควร และตั้งแต่นั้นมา การฝึกซ้อมของ ฉันก็เริ่มขึ้น ซึ่งรวมไปถึงการเรียนรู้ที่จะทำตามมนุษย์ทุกคนที่สั่งให้ฉันทำอะไร ฉันเป็นคนมีความอดทนสูงอยู่แล้ว ดังนั้นฉันจึงยอมทำตามพวกเขาให้พวกเขาพอใจ อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่ดีที่สุดของฉันก็คือ ทำความเข้าใจ ในแต่ละวันตามที่เขาต้องการ และเมื่อฉันเข้าใจในท้ายที่สุด ฉันก็ตระหนักว่า ฉันต้องทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์ และไร้ความหมายสำหรับฉัน


มาถึงตอนนี้ คนพวกนั้นพาฉันมาที่ห้องแคบๆ รูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีพื้นเป็นทราย คนที่ขี่ฉันสั่งให้ฉัน วิ่งไปรอบๆ อาณาเขตซ้ำๆ เป็นทิศทางเดียวกันไปมาหรือสลับกันซึ่งไม่มีความหมายอะไรกับฉันเลย เพราะว่าเราไม่ได้ ไปให้เลยเอาแต่วิ่งผ่านที่เดิมๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าหากฉันพยายามวิ่งตัดโค้งเพื่อย่นระยะทาง เขาจะใช้กำลังสั่งฉันให้ วิ่งตามลู่วิ่ง ทรมานฉันด้วยกระบอกเหล็กและขาของเขาซึ่งกดฉันด้วยความเจ็บปวดด้วยวัตถุแหลมคมที่เจาะลงไปใน ผิวหนังของฉัน และบางครั้งก็ทำให้เป็นแผล ที่เขาเรียกว่า “เดือยสวมส้นรองเท้า” นั่นเอง เขาบังคับให้ฉันวิ่งเป็นวงกลม และครึ่งวงกลม ด้วยการเดิน การวิ่งเหยาะๆ และที่ร้ายที่สุดก็คือ การวิ่งควบม้า ซึ่งสำหรับฉันแล้วนั้น มันไร้สาระมาก โดยเฉพาะการวิ่งควบม้า เพราะมันเอาไว้วิ่งเล่นหรือวิ่งหนี สมมติว่าคุณไม่สามารถเล่นในที่ที่นั้นได้ แล้วคุณจะวิ่งหนี จากอะไรล่ะ

                ฉันไม่รู้ว่าการทรมานที่แย่ที่สุดสำหรับฉันคือความเบื่อหน่ายที่ต้องวิ่งไปรอบๆ ซึ่งไร้จุดหมายในพื้นที่จำกัด หรือความทนทุกข์ทรมานทางกายที่ฉันต้องแบกรับเพื่อให้มนุษย์พึงพอใจกันแน่ ที่ไม่ใช่เพียงแต่ต้องแบกเขาไว้ข้างหลัง ฉันเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับการลงโทษด้วยแส้และด้วยการกระทุ้งและการดึงปากของฉันถ้าหากฉันไม่เข้าใจว่า ฉันต้องทำอะไรให้เขา

                ในวงแหวนนั้น มีท่อนไม้ยาวมีสีสัน เป็นท่อนกลม วางกระจัดกระจายและวางเรียงแตกต่างกันไป ท่อนพวกนั้นถูกยกตัวขึ้นด้วยขายึดอะไรบางอย่าง มาวันหนึ่ง ชายคนที่ขี่ฉันให้ฉันวิ่งควบและให้ฉันวิ่งตรงไปที่หนึ่งใน สิ่งปลูกสร้างไม้นั้น พอฉันรู้สึกตัวว่ากำลังอยู่ตรงหน้าเสาที่ขวางทางวิ่งอยู่นั้น ฉันคิดว่าฉันกำลังมาผิดทาง ฉันไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ฉันจึงหยุดวิ่งทันที

เนื่องจากว่าฉันอยู่วิ่งแบบไม่คาดคิดนั้น ชายคนที่อยู่ข้างหลังฉันก็หลุดจากหลังฉันและบินข้ามหัวฉันไป เขาตกลงอีกฟากหนึ่งของสิ่งก่อสร้างไม้นั้น มันช่างเป็นความสุขอะไรเช่นนี้! ฉันได้ค้นพบวิธีที่จะจัดการกับเขาแล้ว
ฉันรู้มีความสุขมากๆ และฉันก็วิ่งไปรอบวงแหวนนั้น แต่น่าเสียดายที่อิสรภาพขากชัยชนะของฉันมีอยู่เพียงแค่ชั่วครู่ เพราะมันไม่มีทางออกจากห้องแคบนี้ แล้วฉันก็ถูกจับอีกครั้งหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นขึ้นขี่ฉันด้วยอารมณ์ที่โกรธมาก เขาให้ฉันวิ่งควบไปอีกครั้ง ซึ่งเราก็วิ่งตรงไปที่รั้วขวางทางนั้นอีกครั้งหนึ่ง ฉันคิดว่าแทนที่จะต้องหยุด ฉันต้องวิ่ง กระโดดข้ามและวิ่งวนขวา ซึ่งฉันก็ทำตามนั้น แต่ผู้ชายคนนั้นก็โกรธมาก เขาสั่งให้ฉันหยุดและใช้แส้ฟาดฉันอย่าง ทารุณ จากนั้นเขาก็ให้ฉันวิ่งควบให้ฉันวิ่งไปที่รั้วนั้นอีกครั้ง คราวนี้ฉันคิดว่าฉันต้องวิ่งข้ามโดยการวนซ้าย แต่ก็ไม่เป็น อย่างนั้นตามที่ฉันคิดไว้ เพราะว่าเขาอารมณ์เสียมากและเฆี่ยนฉันอีก เขาทรมานปากของฉันด้วยแท่งเหล็ก และใช้เดือยที่รอยเท้าทิ่มฉันอีก

 

ฉันรู้สึกเหนื่อยหอบ ชุ่มไปด้วยเหงื่อ และกลัว ในความสิ้นหวังของฉันนั้น ฉันกลับมาคิดว่า ผู้ชายคนนี้อาจจะ ต้องการให้ฉันทำสิ่งที่โง่ที่สุดก็เป็นได้ แทนที่จะให้วิ่งผ่านไปทางขวาหรือทางซ้ายของ สิ่งกีดขวางนั้นที่เป็นทางว่างๆ ฉันต้องวิ่งข้ามมันไป เมื่อฉันวิ่งควบอีกครั้ง และมุ่งตรงไปหาไม้สีๆ นั้น ฉันเริ่มต้นใหม่โดยการวิ่งไปด้วยความเร็ว และกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางนั้น ชายคนนั้นดีใจมาก อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นั้นมา ฉันต้องกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางต่างๆ นาๆ ที่สูงขึ้นและสูงขึ้นทุกวัน ฉันไม่ชอบมันเลย แต่ก็เพื่อให้ชายคนนี้มีความสุขและนั่นก็หมายความว่า ปีศาจในตัวเขาก็อ่อนลงด้วยเช่นกัน

 

ในบางวันหลังจากการทรมานเหล่านี้แล้ว คู่หูของฉันบางตัวและฉันถูกพาออกไปจากคอกม้านี้ที่ซึ่งเราถูกขัง เมื่อตอนที่เราถูกจับ คนพวกนั้นพาเราเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่งขนาดใหญ่ที่มีการปกคลุมไว้ ที่ซึ่งเรามองไม่เห็นแสง ท้องฟ้าหรือแสงจากดวงอาทิตย์ ตามขอบกำแพงมีช่องว่างเล็กๆ ที่แบ่งเราแต่ละตัวด้วยฉากกั้นไม้ ซึ่งพวกเราแต่ละตัว ต้องถูกมัดเข้ากับพื้นที่แต่ละพื้นที่โดยให้หัวหันเข้ากำแพง ตอนนี้พวกเราต้องสูญเสียอิสรภาพที่มีอยู่น้อยนิดไปแล้ว เราไม่สามารถมองขามไปสู่ทุ่งหญ้าแห่งวันแห่งความสุขเหล่านั้น ได้เลย และเราก็ไม่สามารถฟังเสียงลมพัดพามาได้อีกต่อไป ใครจะไปรู้ล่ะ อาจจะเป็นเสียงร้องของแม่เราก็เป็นได้ ความหวังทั้งหมดได้ตายลงไป และเราต่างก็ถูกบังคับให้หันหน้า เข้ากำแพงที่ฉันมองเห็นและเรียนรู้ทุกรอยแตกร้าว ทุกรอยด่าง หรือแม้แต่รู้เล็กๆ ที่ความโศกเศร้ากำลังค่อยๆ เปลี่ยน เป็นการยอมจำนนอย่างเศร้าสลดใจอย่างช้าๆ

 

ทุกๆ วัน เพื่อที่จะหยุดความน่าเบื่อของการถูกขัง บางครั้งก็มีช่วงเวลาที่กลุ่มคนพวกนั้นใส่บังเหียน และอานม้ามาให้พวกเราและพาพวกเราไปที่สนามวงแหวนที่มีพื้นเป็นทรายที่พวกเขาสั่งให้เราวิ่งเหยาะๆ วิ่งควบ และกระโดด กระโดด กระโดด เราถูกบังคับให้ออกแรงที่ทำให้เรารู้สึกปวดหลังและเท้า และกดเราลงไปในจุดที่เรา ไม่สามารถรอได้นานๆ เมื่อเราถูกพากลับมาตรงที่ของเรา ให้จมูกเราหันเข้ากำแพง ให้เล่นกับเชือกที่มัดตัวเราอยู่ อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้อยู่อย่างสงบได้ซักพัก

พวกเราบางตัวถูกพาตัวไปและไม่ได้กลับมาอีกเลย และวันนั้นของฉันมันก็มาถึง คนพวกนั้น แปรงขนฉันอย่างระมัดระวังและพาฉันออกไปสู่ที่กว้างที่ผู้คนจำนวนมากมาย คนพวกนั้นเข้ามาสัมผัสตัวฉัน ยกเท้าฉัน เปิดปากฉันเพื่อตรวจเช็คฟัน และสุดท้าย พวกเขาก็บังคับฉันให้เข้าไปในที่แคบๆ มือ และปิดขังฉันไว้ในนั้น หลังจากนั้น ฉันได้ยินเสียงน่ากลัวและฉันคิดว่า เกิดแผ่นดินไหว พื้นให้เท้าฉันมันสั่นและโยกไปหมด ฉันแทบจะไม่สามารถยืนทรงตัว และหัวใจฉันเต้นแรงใน ความกลัว เวลาผ่านไปโดยเหมือนว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก เมื่อเสียงเหล่านั้นและการกระตุกนั้นสงบลง ประตูก็เปิดออก ฉันออกมาและพบว่าตัวฉันอยู่ในโลกที่เปลี่ยนไป ซึ่งแตกต่างจากโลกที่ฉันรู้จักโดยสิ้นเชิง กลิ่นต่างๆ ก็ใหม่ทั้งหมด ฉันพยายามจะจัดเรียงความคิดของฉันเพื่อย้อนคิดว่าเคยเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อฉันได้ไปเจอม้าตัวใหญ่ จำนวนมากมาย จนกระทั่งวันนั้น ฉันก็คิดว่าม้าทั้งหมดนั้นเป็นเหมือนกับคู่หูของฉัน แม่ของพวกเรา และเหมือนตัวฉัน แต่ม้าพวกนี้มีขนาดใหญ่กว่าม้าอย่างพวกเราประมาณ 3-4 เท่าตัว ม้าพวกนั้นก็แบกคนเหล่านั้นไว้บนหลังเช่นกัน ซึ่งเป็นคนที่อยู่ในสนามวงแหวนขนาดใหญ่ที่บังคับม้าพวกนั้นให้วิ่งควบและกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางสีสดใสเหล่านั้น เหมือนกับที่คนพวกนั้นบังคับให้เราทำ ม้าพวกนั้นก็เป็นทาสของมนุษย์เช่นกัน

ฉันไม่ค่อยมีเวลาจะมองไปรอบๆ มากนัก แต่มันก็เพียงพอที่จะให้ฉันเข้าใจว่าไม่มีสนามอยู่ข้างๆ สนามวงแหวนที่มีพื้นเป็นทรายอีกต่อไป ฉันถูกพาเข้าไปในพื้นที่ผิดแคบๆ เหมือนกับที่ฉันเคยเจอมาก่อน แต่แทนที่คนพวกนั้นจะมัดจมูกฉันกับกำแพง พวกเขาพาฉันเข้าไปในสังเวียนเล็กๆ พวกเขาเรียกว่าคอก ที่ซึ่งอย่างน้อยฉันก็สามารถหมุนไปรอบๆ ได้อย่างอิสระ มีม้าตัวอื่นๆ อีกหลายตัวในที่เดียวกัน แต่ละตัวก็อยู่ในคอก ที่ว่านั้น พวกเขาต่างสงสัยเมื่อฉันไปถึง ฉันใช้เวลาทั้งคืนครุ่นคิดถึงคู่หูของฉัน คนที่ฉันรู้จัก ฉันต้องมายอมสละตัวเอง สู่ชะตากรรมที่ฉันไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

เช้าวันต่อมาฉันเข้าใจแล้วว่าฉันมีเจ้าของแล้ว เด็กผู้หญิงตัวเล็กฉันเป็นของขวัญวันเกิดของเธอ เธอมีความสุขมากที่ได้เห็นฉันและเธอก็เข้ามากอดฉัน ลูบไล้ฉันเบาๆ เป็นเวลานาน เธอมาหาฉันทุกตอนเวลาเดียวกัน และฉันก็เริ่มที่จะคอยเธอด้วยความกระวนกระวายและความสุขเพราะว่าเธอนำแครอทและก้อนน้ำตาลมาให้กับฉัน แล้วเธอก็จูบฉันที่จมูก เธอขึ้นขี่ฉันและก็พาฉันไปที่สนามวงแหวนที่มีพื้นเป็นทรายให้ฉันทำสิ่งที่ฉันเคยทำ แต่เธอตัวเบากว่าและเธอไม่ใช้งานฉันเกินกำลัง ฉันพยายามเข้าใจเธอและพยายามทำให้เธอมีความสุข อย่างไรก็ตามนั้น เมื่อเวลาผ่านไป เธอตัวสูงขึ้นและหนักมากขึ้นและฉันก็เริ่มตัวเล็กเกินไปสำหรับเธอ

จากนั้นมา เธอก็มาหาฉันน้อยครั้งลง เธอไม่ได้นำแครอทและก้อนน้ำตาลมาให้กับฉันอีกต่อไป และเธอก็ลูบไล้ฉันน้อยลงเวลาที่เธอมาหา เธอดูเร่งรีบขึ้นกว่าเดิม ในท้ายที่สุด เธอก็ไม่มาอีกเลย

ฉันถูกจับให้อยู่ในคอกเป็นเวลาหลายวัน จนกระทั่งฉันถูกพาไป และหลังจากความวุ่นวายทั้งหมดที่ฉันเคย เจอมา ฉันรู้ตัวอีกทีว่าฉันอยู่ในสถานที่แห่งใหม่ ครั้งนี้เข้านายของฉันเป็นเด็กผู้ชาย เขาก็มีความสุขที่ได้เห็นฉัน และเขาก็ลูบไล้ฉันเบาๆ และกอดที่คอของฉัน เช่นกันนั้น เขาก็มาหาฉันทุกวัน และเขาจะนำแครอทกับก้อนน้ำตาล มาให้ฉัน แล้วฉันก็กลายเป็นที่รักที่ชอบแก่เขา เช่นกันนั้น เขาก็ขึ้นขี่หลังฉันและให้ฉันทำสิ่งที่ฉันเคยทำ แต่เขาให้ฉันวิ่งควบและกระโดดมากกว่าเดิม และทุกครั้งที่ฉันกลับไปที่คอกนั้น ฉันรู้สึกเหนื่อยมาก อย่างไรก็ตาม ฉันตกลงยอมรับการเสียสละเพื่อให้เขามีความสุข เขาก็เริ่มตัวสูงขึ้นและน้ำหนักมากขึ้นเช่นกัน จากนั้นเขาก็ไม่รักฉัน อีกต่อไปและมาหาฉันน้อยครั้งลง อีกครั้งหนึ่งที่ฉันเปลี่ยนเจ้านาย ครั้งนี้ฉันเปลี่ยนจากความรักที่ยิ่งใหญ่กลายเป็น ความไม่เอาใจใส่และก็กลายเป็นการถูกทอดทิ้ง เรื่องราวได้ถูกลิขิตให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เวลาผ่านไปหลายปี เท้าของฉัน ขาของฉัน และหลังของฉันเริ่มปวดและมันเริ่มหนักขึ้นและหนักขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นเรื่องยากสำหรับฉันที่จะทำให้เจ้านายของฉันพอใจ จากนั้นฉันถูกพาไปที่ที่คนพวกนั้นมัดฉันอีกครั้ง ให้หัวฉันหันเข้ากำแพง คราวนี้มีม้าตัวเล็กๆ เหมือนกับฉันอยู่ด้วย พวกเขาดูเศร้าสร้อยและแก่ตัว ในช่วงเวลาที่ไม่มีวัน บสิ้นแบบนี้นั้น พวกเรายืนเรียงแถวต่อๆ กัน เราต้องวิ่งเหยาะๆ รอบสนามวงแหวน แบกเด็กไว้บนหลังที่ถือสายบังเหียนที่มัดกับปากของพวกเราอยู่ ที่มีอานม้าเก่าๆ ที่ทำให้ผิวหนังของเราเจ็บปวด ผู้หญิงอัปลักษณ์คนหนึ่ง ที่เคยใช้เราเป็นเครื่องฝึกสอนนั้น เธอให้อาหารเราน้อยมาก เพื่อให้เราอ่อนแรงลงและเหนื่อยเพื่อว่าเราจะไม่ทำให้เด็กเหล่านั้นตกลามาจากหลังม้า ฉันรู้สึกเหนื่อยมากทุกครั้ง และมีเฉพาะช่วงเวลากลางคืนเท่านั้นที่ฉันจะได้ฝันถึงการเป็นอิสระจากคนขี่พวกนั้นและได้วิ่งกลับไปสู่ทุ่งหญ้า ที่ฉันเกิด ที่ซึ่งกลายเป็นความทรงจำที่ผ่านมายาวนานที่ทำให้ฉันสับสนกับความฝันไปเสียแล้ว

ความเจ็บปวดร่างกายเริ่มรุนแรงขึ้นและฉันแทบจะเคลื่อนที่ไม่ไหวเพราะด้วยความอ่อนล้า วันหนึ่ง พร้อมกับเพื่อนๆ ที่โชคร้ายเหมือนฉัน ฉันถูกพาไปสถานที่แห่งหนึ่งที่มีม้าจำนวนมากมายหลายชนิด ที่ต่างดูผอมและอ่อนแรง พวกเราอยู่แออัดกันในพื้นที่เปิดกว้างๆ ที่ซึ่งมีผู้ชายหลายเดินมาเดินรอบๆ พวกเรา พวกเขาคอยตรวจดูและสัมผัสลูบไล้พวกเราด้วยมือที่แข้งกระด้านของพวกเขาหรือด้วยปลายด้ามไม้ พวกเขาให้เราเคลื่อนที่โดยการบอกตะโกนและต่อยพวกเรา ที่นั่นมันคือตลาดปศุสัตว์ และผู้ชายเหล่านั้นเป็นพ่อค้าเนื้อทั้งหลาย ฉันเห็นเพื่อนฉันถูกพาตัวไปทีละตัว ฉันก้มหัวต่ำโดยกำลังรอชะตากรรมของฉันโดยที่ไม่แม้แต่จะต้องการจะไล่แมลงวันที่มาคอยตอมและทรมานขอบตาฉันเลย เมื่อชายคนหนึ่งโผล่มาต่อหน้าฉันและมาสัมผัสคอฉันด้วยความเมตตา ฉันถูกเก็บไว้อย่างเมินเฉย ฉันไม่มีความไว้วางใจอีกต่อไปเพราะว่าตอนนี้ฉันได้เรียนรู้แล้วว่าคุณไม่สามารถเ)็นที่รักของมนุษย์ได้ พวกเขาหยิ่งผยอง เห็นแก่ตัว และความรู้สึกของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม มาครั้งนี้ เขาเอาแต่สัมผัสฉันด้วยรักและพูดกับฉันด้วยเสียงที่หวานน่าฟังมาก เขาเดินจากไป แต่แล้วอีกไม่นานชายคนนั้น ก็เดินกลับมาพร้อมกับพาฉันไปกับเขา




ครั้งนี้ หลังจากความวุ่นวายและเสียงดังที่ตามมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนั้น ฉันพบว่าตัวเองมาอยู่ใน ทุ่งหญ้าสีเขียวสดที่กว้างใหญ่มากที่ซึ่งมีบ้านเล็กๆ สำหรับฉัน ชายคนที่พาฉันมานั้นดูแลเอาใจใส่ฉันอย่างดี และฉันใช้ชีวิตวัยแก่ของฉันอย่างมีความสุขที่นี่ ที่ที่ไม่มีใครมาขี่ฉัน และฉันก็ไม่ต้องถูกบังคับให้กระโดด และฉันก็จะวิ่งควบเฉพาะที่ฉันต้องการ
ปอนปอน





[home] [about us] [articles] [contact]

Copyright © 2001 2006 - Proequo- All rights reserved.